สภาวะลวง (Illusion)
เวลาทั้งหมดที่มนุษย์มีในหนึ่งชีวิต ล้วนแล้วแต่ถูกเอาไปใช้ ในการแสวงหา กระเสือกกระสน ดิ้นรน แข่งขัน ไขว่คว้า แย่งชิง เพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่า ความมั่งคั่งร่ำรวย ยศตำแหน่ง อำนาจบารมี ชื่อเสียง เกียรติยศ สังคมยกย่องยอมรับนับถือ และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือการที่มนุษย์ได้ ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ได้ตามความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ ตามกระแสแห่งการบริโภคนิยมด้วยทุนนิยมเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุนิยมแทบทั้ง สิ้นในปัจจุบัน ยอมแม้กระทั่งต้องเอารัดเอาเปรียบเหยียบกันขึ้นไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งตน ยอมแม้กระทั่งต้องทรยศหักหลัง กดขี่ข่มเหง กลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวง ผิดต่อสามี ผิดต่อภรรยาของผู้อื่น หรือทำลายล้างกันถึงขั้นเอาชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองนั้นต้องการ คำว่า “ ความถูกต้อง ” มีความหมายเพียงแค่ คำว่า “ การได้มา ” ไม่ว่าการได้มานั้นจะได้มาด้วยกลโกง เล่ห์เพทุบาย เล่ห์เหลี่ยม เล่ห์กล ฉ้อฉล ยักยอก ฉ้อโกง หรือวิธีการทุจริต วิธีการสกปรกใดๆ ก็ตาม โดยไร้สำนึกแห่งศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมและความชอบธรรม ถ้าเป็นหนทางแห่งการให้ได้มาซึ่งความอยากแล้วนั้น จะถือว่าเป็น “ความถูกต้อง” ไปในทันที
คุณเสียเวลาไปนานเท่าไหร่แล้วกับสิ่ง “มายา” สิ่ง “สมมติ” ที่เป็นกับดัก หลุมพราง “สภาวะลวง” ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา ตลอดระยะเวลาที่คุณดำรงชีวิต เป็นมนุษย์อยู่ในชาตินี้ ในการหลงใหล ได้ปลื้ม เหลิง หลงระเริงต่อ ลาภ ยศ ตำแหน่ง อำนาจบารมี ความมั่งคั่ง ร่ำรวย คำสรรเสริญ ยกย่องเยินยอ นานเท่าไหร่แล้ว ที่คุณปล่อยให้ มายา หรือสิ่งสมมติปกครอง ครอบงำ นำพา จิต สติ ความคิดของคุณให้ไปทาง “มิจฉาทิฐิ” ความมืดแห่งความไม่รู้หรือเป็นผู้รู้ที่ไม่รู้แจ้งจริงในสัจธรรมความเป็น จริง ที่ถูกปิดบังเอาไว้ที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วย “สภาวะลวง” กว่าจะรู้สึก กว่าจะรู้คำตอบ กว่าจะรู้คำเฉลยแห่งสัจธรรม ถึงเวลานั้นก็อาจจะเหลือเพียงอีกไม่กี่ลมหายใจแล้ว ระลึกรู้กันบ้างรึเปล่าว่าคุณได้ใช้ชีวิต ครึ่งค่อนชีวิต หรือแทบทั้งชีวิตไปแล้ว กับการเบียดเบียน เพราะความอยาก ความโลภ ความโกรธแค้น อาฆาต พยาบาท มุ่งร้ายปองร้ายต่อกัน ความอิจฉาริษยา ก่อกรรมทำชั่วทั้งเจตนา หรือไม่มีเจตนาก็ดี เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งสมมติ เพื่อให้ได้มา ได้มี ได้เป็น ได้ครอบครองซึ่งสภาวะลวง ที่มนุษย์ยึดติดเป็นค่านิยม แห่งการยกย่องทุนนิยม เพราะเพียงเพื่อขีดความสามารถแห่งการบริโภคนิยม จับจ่ายใช้สอยตอบสนองความต้องการตามความอยากทางวัตถุนิยม อย่างโดยไม่ต้องยั้งคิด อย่างไม่ต้องยับยั้งชั่งใจ ซึ่งมนุษย์บัญญัติไว้เป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่เรียกว่า “คุณภาพชีวิตที่ดี”
คุณเคยคิดเตรียมตัวเอาไว้บ้างหรือยัง เมื่อคุณอาจจะต้องเสียชีวิตตายไปอย่างกะทันหัน ในอีกไม่กี่วินาทีนี้ ในอีกไม่กี่นาทีนี้ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ ในคืนนี้ ในวันพรุ่งนี้ ในอีกไม่กี่วันนี้ ในอีกไม่กี่อาทิตย์นี้ ในอีกไม่กี่เดือนนี้ ภายในปีนี้ ในปีหน้าที่จะถึงนี้ ในอีกไม่กี่ปีที่จะถึงนี้ ด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างร้ายแรง โรคระบาด โรคติดต่อร้ายแรงเฉียบพลัน อุบัติเหตุอย่างไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตนเอง ถูกจี้ปล้นฆ่าอย่างไม่คาดฝัน เตรียมตัวเอาไว้บ้างหรือยัง ? กับการตายที่ไม่มีโอกาสได้สั่งลา กับการตายที่ไม่มี รูปแบบ กับการตายที่ไม่ต้องรอให้แก่ตาย เตรียมตัวเอาไว้บ้างหรือยังกับความตายที่ไม่คาดคิด และไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคุณในอีกไม่นานนี้
คุณพร้อมความรู้สึกห่วงหาอาลัย อย่างเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน อย่างแสนสาหัส เหมือนดวงวิญญาณแทบจะแตกดับสลายไปไว้หรือยัง เมื่อต้องจากสิ่งที่ตนรัก สิ่งที่ตนหวงแหนเป็นหนักหนา หรือคนที่ตนรัก ด้วยการตายที่ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าคนที่ตนรักและผูกพันอีกต่อไป หรือสิ่งที่ตนเชื่อมั่นและยึดติดเสมอว่าเป็นของตน เมื่อความตายมาพรากคุณออกไปอย่างไม่มีอุทธรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสัมผัสได้ด้วยกายเนื้อ กลับกลายเป็นสัมผัสจับต้องไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะร่ำรวยสักเพียงไหนก็ไม่สามารถซื้อเวลา ยื้อเวลาให้ยืดยาว เหนี่ยวรั้ง ดึงรั้ง ดวงวิญญาณของตน ให้กลับมาในร่างเพื่อมีลมหายใจได้อีกครั้ง ไม่มีแม้แต่โอกาสได้ตั้งหลักทำใจ หรือยอมรับกับการพลัดพรากที่จะไม่มีวันได้หวนกลับมาพบกันอีกไม่ว่าจะอีกกี่ชาติ ต่อกี่ชาติก็ตาม มนุษย์ทุกคนได้รับสิทธิ์การตายทุกคน แต่มนุษย์ใดจะฉลาดใช้เวลาที่มีอยู่ระหว่างการเป็นมนุษย์ ดำเนินชีวิตด้วยการสร้างคุณงาม ความดี กุศล ผลบุญ บารมี เป็นต้นทุน ตลอดเส้นทางชีวิตที่ยังมีลมหายใจ และโอกาส ให้แก่ดวงจิต ดวงวิญญาณของตนไว้พกพาไปหลังความตาย
“แรง เวลา โอกาส” คุณแน่ใจแล้วหรือ ว่าจะปล่อยสิ่งเหล่านี้ให้หมดไปอย่าง “ไร้คุณค่า” ไปวัน ๆ วันแล้ววันเล่า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า นาทีแล้วนาทีเล่า ผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี โดยไม่ก่อให้เกิดคุณค่า คุณประโยชน์ใดๆ อะไรเลย ในด้านคุณงาม ความดี กุศล ผลบุญ บารมี ตลอดระยะเวลาที่คุณมีสิ่งนี้ จนกระทั่งถึงวันตายของคุณ คุณจะเป็นดวงวิญญาณที่ล้มละลาย ดวงวิญญาณเศร้าหมอง ไม่มีสิทธิพิเศษใด ๆ ในโลกแห่งดวงวิญญาณ แม้คุณอาจเคยมีสิทธิพิเศษในโลกมนุษย์ แต่หากทิ้ง แรง เวลา โอกาส ให้หมดไปโดยไม่สร้างต่อเผื่อไว้เป็นต้นทุนให้แก่ดวงจิตดวงวิญญาณของคุณเอง แล้วนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับขอทานที่จะต้องพบกับความรู้สึกทุกข์ทรมาน ทุกข์ยากลำบาก เจ็บปวด ทุรนทุราย กับความหิว ความกระหาย ครวญคราง ร้องไห้โหยหวน โหยหา หิวกระหาย ในอานิสงส์แห่งกุศล ผลบุญ บารมี ที่ตนไม่ได้สร้างไว้ให้เพียงพอแก่ดวงจิตดวงวิญญาณของตนในยามเมื่อ มีแรง มีเวลา มีโอกาส
อย่าให้การบริโภคนิยมโดยทุนนิยมด้วยวัตถุนิยม มาฉุดดึงให้เราตกต่ำลง จนทำให้เราต้องกลายเป็นมนุษย์ ที่ไร้ศีลธรรม ไร้คุณธรรม ไร้จริยธรรม อย่าให้การบริโภคนิยม มาเป็นกับดักกักขังเราไว้ ให้อยู่ในห้วงแห่งความอยากอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งตายจากโลกนี้ไป จงใช้จิต สติ สมาธิ ความคิด ให้รู้เท่าทันโลกสมมติแห่งการบริโภคนิยมอย่างไม่มีคำว่าพอ ไม่มีคำว่าจบสิ้น หรือไม่มีคำว่าที่สิ้นสุด อย่าใช้ชีวิตวันเวลาที่มีอยู่ทั้งหมดต้องสูญเปล่าไปกับการวิ่งตามความอยาก ที่ยากจะตามทันในโลกแห่งสมมติอีกเลย เพราะเราจะต้องตายจากโลกสมมตินี้ไม่ช้าก็เร็ว
ความตายใกล้นิดเดียว วิกฤติแห่งกรรม วิกฤติแห่งชีวิต วิกฤติแห่งความตายอันใกล้ตัวกำลังคืบคลานเข้าหาในรูปแบบต่างๆ พร้อมที่จะมาเยือนในชีวิตคุณทุกวินาที อย่าปล่อยให้มันมาถึงโดยที่เรายังไม่พร้อมด้วยอานิสงส์แห่งกุศลผลบุญบารมี ความดีเลย เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องตระหนักถึงความตายในทุกขณะเวลา เพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท เพื่อการมีชีวิตให้เกิดคุณค่าแห่งคำว่า”ดี” “บุญ” “บารมี” กุศลผลบุญบารมีคุณงามความดีคือมิตรแท้ที่จะติดตามดวงจิต ดวงวิญญาณ ดวงชะตาชีวิตของเราไปเสมือนแสงสว่างนำพาเราไปสู่สุคติภพอย่างแน่นอน ในโลกของดวงวิญญาณ และชาติ ภพ ภูมิ ภายภาคหน้า
คุณเคยนั่งคิดให้เข้าใกล้ความตายด้วยการทำจิต สติ สมาธิ บ้างหรือยัง ถ้ายัง ? ให้คุณเริ่มเสียแต่วันนี้ เพราะเมื่อความตายใกล้เข้ามาถึงเราจริง ๆ เราจะตายอย่างเข้าใจ เราจะตายอย่างมั่นใจ เราจะตายอย่างมีคุณค่า เราจะตายอย่างมีสติ เราจะตายอย่างมีที่ไปที่เรียกว่า “สุคติภพ” โดยไม่มีความลังเลสงสัย ไม่มีความทุรนทุราย ปราศจากความกลัวกับความตาย ไม่ดิ้นหนีความตายอย่างไร้สติก่อนตาย ในขณะที่เราปฏิบัติตนด้วยการระลึกรู้ถึงความตายที่ใกล้เข้ามาทุกวินาที แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลานาทีที่ความตายเข้ามาเยือน เราก็จะมีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิตได้อย่างไม่ประมาท ไม่ตกกับดักหลุมพรางหรือสภาวะลวง เหมือนเราได้มีโอกาสซักซ้อมการตายไว้เป็นประจำ และจะรู้จักใช้ แรง เวลา โอกาส อย่างเต็มที่ทุกขณะจิตในด้านคุณงาม ความดี กุศล ผลบุญ บารมี ไปเองอย่างไม่น่าเชื่อ
คุ้มค่ากันแล้วหรือกับความสำเร็จอันสูงสุดในชีวิตในการได้มา ได้มี ได้เป็น ซึ่งเงินทอง ยศ ตำแหน่ง อำนาจบารมี ความยิ่งใหญ่ สถานภาพทางสังคม ที่ต้องแลกมาด้วยอกุศลกรรมความชั่วมากมายอย่างนับไม่ถ้วนทั้งเจตนาก็ดี หรือไม่ก็ตาม ที่จะต้องชดใช้ด้วยนรกภูมิ เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน ชั่วกัปชั่วกัลป์
เตรียมตัวไว้บ้างหรือยังกับวันพรุ่งนี้ที่คุณอาจตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำว่า “ตายทั้งเป็น” ในการต้องประสบกับวิกฤติแห่งกรรม หรือวิกฤติแห่งชีวิต ด้วยการเป็นอัมพาต สมองพิการ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวตนเองไม่ได้ เป็นผู้ไร้สมรรถภาพ เป็นผู้พิการที่แม้แต่จะช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้ เหมือนตื่นขึ้นมาพร้อมกับฝันร้ายในความเป็นจริงที่แม้แต่โอกาสที่เราอยากจะปฏิบัติคุณงาม ความดี กุศล ผลบุญ บารมี ยังทำไม่ได้เลย
แน่ใจแล้วเหรอว่าคุณจะรอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บที่จะมาพรากคุณอย่างเงียบ ๆ ไม่ทันได้ตั้งตัว เพื่อคร่าชีวิตคุณให้ตายจากโลกนี้ไป แน่ใจแค่ไหนว่าพรุ่งนี้คุณจะตื่นขึ้นมาลืมตาดูโลกได้อีกครั้ง แน่ใจแค่ไหนว่าคืนนี้คุณจะยังคงหายใจอยู่ยังไม่ตายจากโลกนี้ไป แน่ใจเหรอว่าคุณไม่กลัวกับความตาย คิดว่าตายแล้วเป็นศูนย์อย่างนั้นเหรอ เคยเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมดวงจิตดวงวิญญาณไปใช้กรรมในนรกภูมิไว้บ้างรึยัง ถ้ายัง! วันนี้คุณได้เตรียมอะไรเอาไว้บ้าง สำหรับโลกแห่งดวงวิญญาณที่คุณจะต้องเดินทางไปถึงในไม่ช้านี้ ถ้ายัง จงเร่งกระทำซะ เพราะคุณเริ่มจะไม่เหลือโอกาสแล้ว เคยนึกอยากสร้างคุณประโยชน์ ทิ้งไว้ก่อนตายบ้างรึยัง ถ้ายัง จงเร่งกระทำซะ เพราะคุณอาจจะไม่ได้เห็นมันเสร็จสมบูรณ์ก่อนตาย
ความตายใกล้นิดเดียว วิกฤติแห่งกรรมอันใกล้ตัว วิกฤติแห่งชีวิตอยู่ข้างกาย เป็นสิ่งอันตรายพร้อมที่จะมาเยือนในชีวิตคุณทุกวินาที และถ้าหากคุณพอจะมีเวลาว่างลองนั่งคิดดูว่า มนุษย์ตั้งแต่อายุ 15 ปี ถึง 60 ปี เป็นโอกาสแห่งการสร้างกุศลกรรมความดีงามไว้เป็นอานิสงส์แห่งกุศล ผลบุญ บารมี หรือวิกฤติแห่งการสร้างอกุศลกรรมความชั่ว ในการเบียดเบียนสรรพสัตว์ และสรรพสิ่ง และการใช้ชีวิตประมาทไปกับ บุหรี่ สุรา ยาเสพติด อย่ามัวแต่แน่ใจกับความมั่งคั่ง ร่ำรวย ยศ ตำแหน่ง อำนาจบารมี เพราะไม่สามารถจะ มาต่อรองหรือสั่งนรก สวรรค์ได้ หรือเพิ่งนึกอยากจะมาเริ่มทำ ดี บุญ บารมี เมื่อยามแก่เพราะอาจจะสายเกินไปกว่าที่จะกลบเกลื่อนอกุศลกรรมความชั่วทั้งหลายที่ได้เคยก่อไว้ได้หมดจรด
เพราะความตายคือความจริงของทุกชีวิต ดังนั้นจงตระหนักพร้อมถึงความตาย เพื่อจิต สติ ความนึกคิด จะตอกย้ำตัวเราเองอยู่เสมอว่า “ความตายใกล้นิดเดียว” จงอย่าประมาทกับความตาย จงดำเนินชีวิตทุกลมหายใจไว้ให้พร้อมในวันที่จะต้องตาย ด้วยคุณงามความดี บุญ บารมี และความตายทำให้เราสามารถยับยั้งชั่งใจก่อนที่จะคิด ก่อนที่จะกระทำอกุศลกรรมความชั่ว ด้วยการเบียนสรรพสัตว์ และสรรพสิ่งต่าง ๆ ไม่มากก็น้อย ทำให้เกิดความเกรงกลัวต่อบาป ความตายทำให้เราได้ยับยั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ตัณหา ราคะ กิเลส และอารมณ์อันฮึกเหิม เหิมเกริม อหังการ ยะโส โอหัง เย่อหยิ่ง อย่างไม่เกิดประโยชน์ อีกทั้งยับยั้งอาการหลงระเริง เหลิงในความมั่งคั่ง ร่ำรวย ชื่อเสียง เกียรติยศ อำนาจบารมีในด้านลบ เพราะลองเราได้ใช้จิตเข้าไปใกล้สู่ความตายให้มากที่สุดด้วยสติสมาธิด้วยการพิจารณาแล้วนั้น เราก็จะมองเห็นว่ามันคือสิ่งล่อลวง คือกับดักและเส้นทางไปสู่ทุคติภพโดยทั้งสิ้น
มนุษย์ผู้ปฏิบัติอยู่ในคุณงาม ความดี กุศล ผลบุญ บารมี สมาธิภาวนา และการกรวดน้ำ แผ่เมตตา อานิสงส์แห่งกุศล ผลบุญ บารมี เป็นนิจ จะได้รับความเมตตา จากท่านเจ้ากรรมนายเวร ท่านบุพกรรม ด้วยการยกโทษให้อภัยโดย การ “อโหสิกรรม” และได้รับโอกาสจากท่านพญายม พญามัจจุราช ยมบาล ยมทูต แห่งการเลื่อนกำหนดเวลาตายออกไปเป็นการตายอย่างล่าช้าด้วยคุณงาม ความดี กุศล ผลบุญ บารมี ที่มนุษย์นั้นตั้งใจกระทำอยู่ไม่ขาด ให้มีชีวิตยืนยาวต่อออกไปเพื่อปฏิบัติตนอยู่ในคุณงาม ความดี กุศล ผลบุญ บารมี ต่อไปอีกตามสมควรก่อนที่จะต้องตายจากโลกนี้ไป จริง ๆ ขอให้ทุกท่านยังโชคดี มีแรง มีเวลา มีโอกาส ด้วยร่างกายสังขารที่ยังสมบูรณ์ด้วยดวงจิต ดวงวิญญาณ ดวงขวัญ สติ สมาธิ ความนึกคิด ให้บังเกิดเป็นวาจา เป็นการกระทำในการสร้างอานิสงส์แห่งกุศล ผลบุญ บารมี คุณงามความดี ไว้ก่อนตายนะครับ









